กอมฟลีนา

กรรมวิธีการผลิตน้ำมันรำข้าว กอมฟลีนา ..สกัดอย่างไรให้ได้คุณภาพดีที่สุด

กรรมวิธีการผลิตน้ำมันรำข้าว กอมฟลีน่า ..สกัดอย่างไรให้ได้คุณภาพดีที่สุด

การสกัดน้ำมันน้ำมันรำข้าวกอมฟลีนาใช้กรรมวิธีการผลิตด้วยวิธีการสกัดแบบหีบเย็น หรือเรียกว่า การสกัดเย็น (Cold press) ซึ่งจะเป็นความพิเศษของกรรมวิธีการสกัดอย่างมาก ใช้วิธีการสกัดรูปแบบธรรมชาติ ไม่ผ่านการใช้สารเคมีในการสกัดจมูกข้าวและรำข้าว ใช้เครื่องจักรเฉพาะทางโดยเฉพาะเพื่อนำมาใช้บีบอัดออกมาเป็นสารสกัดน้ำมันบริสุทธิ์ ไม่ทำให้สารสกัดในจมูกข้าวและรำข้าวถูกทำลายลง คงคุณค่าสารอาหารได้อย่างครบถ้วน

ความพิเศษของการสกัดเย็นจะเน้นเรื่องอุณหภูมิเป็นสำคัญเพื่อไม่ให้ทำลายองค์ประกอบสำคัญที่อยู่ในจมูกข้าวและรำข้าว โดยการสกัดแบบหีบเย็น (Cold press) มีรงควัตถุบางชนิดซึ่งเป็นตัวทำละลายอยู่ เรียกว่า phospholipid ช่วยทำให้น้ำมันรำข้าวมีสีเขียวเข้มและทำให้น้ำมันรำข้าวมีส่วนของไข (lipid) ส่งผลให้น้ำมันรำข้าวที่สกัดออกมาแบบวิธีสกัดเย็นมีผลดีต่อร่างกายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นด้านการพัฒนาความฉับไวสมอง จากสารสกัด Spingolipid ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของ oryzamide ซึ่งสารเหล่านี้มักจะได้รับความนิยมในการทำเครื่องสำอางอย่างมาก เพราะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและยับยั้งการเกิดเมลามีนหรือเม็ดสีในชั้นผิว นอกจากนี้ ยังพบสารสำคัญในส่วน phytosterol ในระดับสูง คือ g-oryzanol, CoQ10, Triterpene (lupeol) ซึ่งเป็นสารสำคัญที่ช่วยยับยั้งการอักเสบภายในเนื้อเยื่อในปริมาณที่สูงและเป็นสารต้านการเกิดเซลล์มะเร็งและหลอดเลือดอุดตันได้อีกด้วย ดังนั้น สารสำคัญที่พบได้จากการสกัดด้วยวิธีการที่มีประสิทธิภาพจึงมีความสำคัญอย่างมากต่อผลิตภัณฑ์ ความใส่ใจเรื่องกรรมวิธีจึงเป็นความจำเป็นที่ส่งผลในเรื่องความยั่งยืนของน้ำมันรำข้าวและเป็นเอกลักษณ์ที่ผู้บริโภคสามารถวางใจได้เป็นอย่างดี

กระบวนการผลิตน้ำมันรำข้าว กอมฟลีนา 

น้ำมันรำข้าวที่ผ่านการสกัดเย็น (Cold press) จะต้องคำนึงถึงองค์ประกอบอื่น ๆ อีกมากมายในกรรมวิธีการสกัดจมูกข้าวและรำข้าวไม่ใช่แค่การบีบอัดผ่านเครื่องจักรเท่านั้น ซึ่งปัจจัยตั้งแต่การเพาะปลูกตลอดจนการเก็บเกี่ยวก่อนการสกัดก็มีผลต่อคุณภาพของน้ำมันรำข้าวด้วยเช่นกัน โดยวิธีการสกัดน้ำมันรำข้าวจะมีกระบวนการผลิตที่สำคัญ ดังต่อไปนี้

  1. เลือกเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มาจากนาข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ใช้ปุ๋ยแบบเกษตรอินทรีย์ ซึ่งเป็นการเพาะปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ตามธรรมชาติเท่านั้น นาข้าวจะต้องไม่ใช้สารเคมีในการทำนาที่แปลงนาและข้าวเด็ดขาดอย่างน้อย 10 ปี เพื่อให้แน่ใจว่า ไม่มีสารเคมีปนเปื้อนอยู่ในรำข้าวและจมูกข้าว ทั้งนี้ จะมีคัดเลือกเมล็ดพันธุ์และสุ่มตรวจสารปนเปื้อนด้วยเช่นกัน เป็นการรับรองความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์น้ำมันรำข้าวและสำนักงานองค์การอาหารและยา (อย.)
  2. เมื่อถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว จะเข้าสู่ขั้นตอนของการจัดเก็บ โดยจะต้องนำข้าวที่เก็บเกี่ยวแล้วมาที่โรงสีข้าวและแยกรำข้าวออกจากเมล็ดข้าว
  3. ข้าวที่ถูกสีออกจะเป็นรำข้าวและจมูกข้าวที่ได้จากข้าวหอมมะลิอินทรีย์มีความสดใหม่และมีคุณภาพสูง จะต้องรีบนำมาจัดเก็บแบบหีบเย็นทันทีหลังจากการสีข้าว เพื่อไม่ให้สูญเสียคุณภาพ
  4. เมื่อจัดเก็บรำข้าวและจมูกข้าวแล้วจะต้องรีบนำมาสกัดด้วยวิธีการบีบเย็นทันที ภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากหลังจากการเก็บเกี่ยว ซึ่งการบีบเย็นจะต้องใช้เวลาต่อรอบการสกัดและอุณภูมิที่พอดีสอดคล้องกับอย่างมีความเหมาะสมเท่านั้น จึงจะไม่เสียคุณภาพสารสกัดน้ำมันรำข้าว
  5. ได้น้ำมันรำข้าวออกมาใหม่ จะมีความบริสุทธิ์ สดใหม่ กลิ่นหอมอ่อน ๆ ไม่มีกลิ่นหืน และเก็บไว้ได้นาน น้ำมันรำข้าวจะไม่สูญเสียคุณภาพ มีคุณค่าทางสารอาหารอย่างครบถ้วนจากข้าวหอมมะลิเกษตรอินทรีย์

ดังนั้น กรรมวิธีการผลิตน้ำมันรำข้าว กอมฟลีนา จะเน้นการรักษาคุณภาพเป็นสำคัญโดยจำเป็นจะต้องสอดรับกับรูปแบบธรรมชาติ ตั้งแต่กระบวนการเพาะปลูกตามธรรมชาติด้วยนาเกษตรอินทรีย์ ใช้ปุ๋ยอินทรีย์เท่านั้น เพื่อไม่ให้มีการปนเปื้อนของสารเคมีในน้ำมันรำข้าว และเลือกเป็นข้าวหอมมะลิเพื่อให้ได้น้ำมันรำข้าวที่มีความหอมตามธรรมชาติ ไม่ส่งกลิ่นหืน และยังต้องทำเวลาทันทีตั้งแต่ขั้นตอนของการเก็บเกี่ยวผลผลิต ทุกกรรมวิธีการสกัดจึงเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความพิถีพิถันตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้ได้สารสกัดที่คงคุณค่าอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่การสกัดน้ำมันรำข้าวจากที่ไหนก็ได้ แต่ต้องเลือกข้าวที่ดีที่สุดเพื่อให้ได้คุณภาพของน้ำมันรำข้าวที่ดีที่สุดด้วยเช่นกัน

ตัวอย่างงานวิจัยสนับสนุนวิธีการสกัดน้ำมันรำข้าว

ปัจจุบันมีงานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการสกัดน้ำมันรำข้าวต่าง ๆ มากมาย โดยพบว่า วิธีการสกัดน้ำมันรำข้าวเพื่อให้ได้สารสกัดจากรำข้าวและจมูกข้าวให้ได้ประสิทธิภาพมากที่สุดจะต้องใช้วิธีการแบบเอ็กซ์ทรูชั่นต้นแบบ  (Extrusion) ซึ่งเป็นมีความเกี่ยวข้องกับการสกัดที่ดูเรื่องอุณหภูมิเป็นปัจจัยสำคัญ

สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. ได้สนับสนุนทุนแก่มหาวิทยาลัยนเรศวรเพื่อให้ดำเนินโครงการงานศึกษาวิจัย “การยืดอายุการเก็บและการคงคุณภาพรำข้าวด้วยกระบวนการคงสภาพแบบเอ็กซ์ทรูชั่นต้นแบบ เพื่อการต่อยอดสู่ระดับอุตสาหกรรม และผลต่อการสกัดน้ำมันและคุณภาพน้ำมันรำข้าว” โดยมีโดย ผศ.ดร.ขนิษฐา รุตรัตนมงคล เป็นหัวหน้าโครงการงานศึกษาวิจัย ผลสรุปพบว่า อุณหภูมิมีผลต่อค่าการยับยั้งเอนไซม์ไลเปสของรำข้าวมากที่สุด รำข้าวที่ผ่านการคงสภาพทั้งหมดจะมีความชื้นลดลง และมีสีเข้มขึ้นกว่ารำข้าวสดอย่างมีนัยสำคัญ กระบวนการคงสภาพมีผลต่อการลดลงเล็กน้อยของ α-tocopherol ระหว่างการเก็บรักษา ขณะที่ไม่มีผลต่อปริมาณ g-Oryzanol และ phytosterols (campesterol, stigmatosterol, β-Sistosterol, stigmatostanol) โดยเมื่ออุณหภูมิการเก็บรักษาเพิ่มขึ้นรำข้าวจะส่งผลให้เกิดการเสื่อมเสียทั้งทางเคมีและจุลินทรีย์เร็วขึ้น รำข้าวที่ไม่ผ่านกระบวนการคงสภาพมีค่ากรดไขมันอิสระเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และน้ำมันรำข้าวจากรำข้าวที่ผ่านกระบวนการใช้วิธีการสกัดอย่างถูกต้องในเรื่องอุณหภูมิ ความเร็วรอบต่อการสกัด สามารถคงสภาพมีปริมาณสารสำคัญต่าง ๆ และมีความเสถียรต่อการเกิดออกซิเดชั่นและไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของกรดไขมัน

ทำไมต้องเลือกวิธีการสกัดน้ำมันรำข้าวแบบหีบเย็น

แม้ว่า จะมีงานศึกษาวิจัยถึงสารสกัดที่อยู่ที่รำข้าวและจมูกข้าวมากมาย แต่การจะสกัดและนำคุณประโยชน์เหล่านั้นออกมานับเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลยทีเดียว เนื่องจาก การสกัดหรือการแปรรูปมีผลต่อความเปลี่ยนแปลง และเสื่อมสลายของแร่ธาตุต่าง ๆ ได้ง่ายมาก ดังนั้น เราจึงต้องหาวิธีการที่ดีที่สุด และมีความเหมาะสมที่สุดในการเก็บรักษาคุณภาพของน้ำมันรำข้าว จนกระทั่ง พบว่า วิธีการสกัดน้ำมันรำข้าวแบบหีบเย็นช่วยให้สารสกัดจะยังคงอยู่ไม่เสื่อมสลายคุณภาพไป

ทั้งนี้ การสกัดดังกล่าวเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับอุณหภูมิโดยตรง เพราะสาระสำคัญในรำข้าวและจมูกข้าว เช่น  tocopherols, g-oyzanol และ phytosterols เป็นสารที่ให้ประสิทธิภาพเกี่ยวกับการป้องกันการเกิดออกซิเดชั่น หากมีความคลาดเคลื่อนในเรื่องของอุณหภูมิระหว่างการสกัดรวมทั้งการเก็บรักษาที่มากเกินไปหรือน้อยเกินไปต่อสารสกัดดังกล่าว ซึ่งมีความอ่อนไหวสามารถส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและทางจุลินทรีย์ได้ด้วยเช่นกัน

กระบวนการผลิตและคงคุณภาพสารสกัดจากน้ำมันรำข้าวจึงต้องใช้วิธีการสกัดแบบหีบเย็นและจะต้องทำแข่งกับระยะเวลาตั้งแต่ขั้นตอนของการเก็บเกี่ยวมาจนแปรรูปผลิตภัณฑ์จนเสร็จสมบูรณ์ให้มีความพอดีที่สุด เพื่อที่จะได้คงคุณภาพน้ำมันรำข้าวที่ได้สกัดมา และส่งผลให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายให้มากที่สุดด้วยเช่นกัน

ฉะนั้น การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อการบริโภคจึงไม่ใช่แค่การดูเรื่องส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ อีกต่อไป แต่ผู้บริโภคยังต้องคำนึงถึงขั้นตอนการนำสกัดออกมาจากข้าวหรือพืชชนิดนั้นด้วย ถ้าหากเลือกใช้กรรมวิธีการผลิตที่ไม่ได้ประสิทธิภาพมากเพียงพอก็จะไม่เกิดประโยชน์ต่อร่างกาย หรืออาจจะเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ การสกัดที่ไม่ได้คุณภาพอาจจะทำให้เกิดความสิ้นเปลืองของทรัพยากรที่ไม่จำเป็นส่งผลต่อเรื่องมลภาวะทางสิ่งแวดล้อมและปัจจัยอื่นตามมาอีกมากมาย กระบวนการผลิตจึงมีผลต่อความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค ต่อองค์กร และต่อสังคมด้วยเช่นกัน

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันรำข้าว กอมฟลีนา

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันรำข้าว กอมฟลีนา จึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใส่ใจในกรรมวิธีการสกัดและทุกกระบวนการผลิตอย่างพิถีพิถัน เพื่อแปรรูป จัดจำหน่ายน้ำมันรำข้าวบริสุทธิ์อย่างถูกต้องตามมาตรฐานการผลิต GMP ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพสารสกัดระดับพรีเมียมแก่ผู้บริโภคอย่างจริงใจมาตลอดระยะเวลา 15 ปี และเราจะมุ่งพัฒนา จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันรำข้าว กอมฟลีนา ต่อไปอย่างยั่งยืน

PHP Code Snippets Powered By : XYZScripts.com
Shopping cart