กอมฟลีนา

รู้จัก “น้ำมันงา” ทางเลือก แหล่งทดแทนน้ำมันปลาที่มีคุณค่าสูงเท่ากัน

รู้จัก “น้ำมันงา” ทางเลือก แหล่งทดแทนน้ำมันปลาที่มีคุณค่าสูงเท่ากัน

ปัจจุบันคงปฏิเสธไม่ได้ว่า เราทุกคนต้องหันมาใส่ใจ และดูแลสุขภาพกันให้มากยิ่งขึ้น เพราะทุกวันนี้ มีโรคภัยเกิดขึ้นมากมาย ทั้งโรคที่เกิดจากความบกพร่องเปลี่ยนแปลงของร่างกายเอง และโรคที่เกิดจากเชื้อโรคต่าง ๆ คนส่วนใหญ่จึงให้ความสำคัญกับอาหารการกิน เลือกสรรวัตถุดิบ และเมนูอาหารที่กินแล้วเสริมสร้างสุขภาพ รวมถึงยังหันมาสนใจการรับประทานอาหารเสริมประเภทต่าง ๆ ด้วย “น้ำมันงา” เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก ช่วยป้องกันโรคร้าย บรรเทาโรค และทำให้ร่างกายแข็งแรง แต่น้อยคนนักที่จะรู้จักประโยชน์ของน้ำมันจากงาดี น้ำมันจากงา นับเป็นน้ำมันชนิดที่นิยมใช้สำหรับปรุงอาหารในสูตรอาหารเมนูต่าง ๆ ของชาวเอเชีย และชาวยุโรปในแถบเมดิเตอร์เรเนียนมานานแล้ว แต่ปริมาณที่ใช้นั้นเพียงเล็กน้อย ทั้ง ๆ ที่ประโยชน์ของน้ำมันงาที่มีต่อร่างกายนั้นเกินคาดคิด เพราะในน้ำมันงามีกรดโอเมก้า ไม่ว่าจะเป็นโอเมก้า 3 โอเมก้า 6 และ 9  ซึ่งเป็นกรดชนิดดีที่ร่างกายจำเป็นและต้องการ ส่วนใหญ่แล้วเราจะรู้กันว่า กรดโอเมก้านั้น พบมากในน้ำมันปลา จึงหันไปบริโภคน้ำมันปลาเป็นอาหารเสริม เพื่อจะได้รับโอเมก้า 3 โดยไม่รู้เลยว่า ในน้ำมันจากงาก็มีโอเมก้า 3 ที่ทรงคุณค่าไม่แพ้น้ำมันปลาเช่นกัน และยังเต็มไปด้วยสารอาหารและวิตามินนานาชนิด

น้ำมันงา แหล่งโอเมก้า สำหรับชาววีแกน คนเป็นมังสวิรัติ และคนที่ไม่ชอบกินเนื้อสัตว์

ในกลุ่มของคนที่ทานมังสวิรัติ หรือวีแกนเป็นที่รู้กันอยู่ว่า ไม่สามารถทานเนื้อสัตว์และส่วนต่าง ๆ ที่มาจากเนื้อสัตว์ ซึ่งน้ำมันปลาเองก็เป็นสิ่งที่ทำมาจากส่วนต่าง ๆ ของตัวปลา นับว่า เป็นของต้องห้ามของคนกลุ่มนี้ด้วย รวมไปถึงคนที่ไม่ชอบทานเนื้อปลา ไม่ชอบกลิ่นของน้ำมันปลา เมื่อไม่สามารถบริโภคปลาก็จะเสียโอกาสในการได้รับโอเมก้า 3 ที่มีประโยชน์อย่างมากต่อร่างกาย แต่ข่าวดีก็คือ เราสามารถรับประทานน้ำมันจากงาทดแทนน้ำมันปลาได้ โดยจะได้รับคุณค่าของสารอาหารที่มีประโยชน์นั้นเข้าสู่ร่างกาย เพื่อเสริมสร้างและบำรุงร่างกายเทียบได้ไม่ต่างกันกับน้ำมันปลาเลย

คุณสมบัติที่น่าสนใจของน้ำมันจากงา

1. ไม่มีกลิ่นแรง

ข้อเสียของน้ำมันปลา คือ จะมีกลิ่นคาวแรงทำให้คนบางคนไม่สามารถทนทานน้ำมันปลาได้ โดยเฉพาะเด็ก ๆ จะไม่ชอบทานอย่างมากเพราะกลิ่น แต่ในน้ำมันจากงาจะไม่มีกลิ่นคาวใด ๆ และยังมีสัมผัสให้เจริญอาหาร จึงถูกนำมาปรุงในอาหารด้วย

2. ราคาถูกกว่าน้ำมันจากปลาทะเลที่นำเข้าจากต่างประเทศ

น้ำมันปลาส่วนใหญ่สกัดจากปลาต่างประเทศในแถบยุโรป เช่น ปลาคอต ปลาแมคคาเรล และอื่น ๆ ทำให้ต้นทุนการผลิตและนำเข้าแพงกว่า ราคาจึงแพงกว่า ในขณะที่ประเทศไทยสามารถปลูกงาได้ดี งาจึงเป็นวัตถุดิบในการผลิตเอาน้ำมันชั้นเลิศที่มีในประเทศเราเอง ราคาจึงถูกกว่า

3. มีเปอร์เซ็นต์ของ โอเมก้า 3 มากกว่าในน้ำมันปลาถึง 2 เท่า

ในปริมาณวัตถุดิบที่เท่ากันเราสามารถนำงามาสกัดเอาน้ำมันได้ในปริมาณที่มากกว่าน้ำมันปลา

รู้จัก “น้ำมันงา” ทางเลือก แหล่งทดแทนน้ำมันปลาที่มีคุณค่าสูงเท่ากัน

ประโยชน์ที่เหมือนกันของน้ำมันปลาและน้ำมันงา

ทั้งน้ำมันปลาและน้ำมันงา ต่างก็มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทั้งช่วยป้องกันโรค สร้างความแข็งแรงให้ร่างกาย และยังมีสรรพคุณในการรักษาโรคได้เช่นเดียวกัน ประโยชน์ดังกล่าวได้แก่

1. ป้องกัน บำรุงและรักษาอาการโรคหัวใจ และระบบเลือด

กรดโอเมก้า 3 ที่มีอยู่ในน้ำมันงาเช่นเดียวกับในน้ำมันปลานั้น จะเข้าไปดูแลระบบหลอดเลือด เส้นเลือด และระบบของหัวใจได้เป็นอย่างดี โดยการลดการสะสมของไขมันเลวที่คั่งค้างเกาะอยู่ตามผนังในหลอดเลือด ซึ่งจะทำให้ทางเดินของเลือดตีบตัน ส่งผลให้หัวใจต้องบีบ และคลายตัวด้วยกำลังที่แรงขึ้น หัวใจจึงอ่อนล้า และเกิดการเสื่อมของระบบหัวใจ อีกทั้งทำให้เกิดความดันเลือดที่สูงขึ้น เพื่อนำเลือดลำเลียงไปยังส่วนต่าง ๆ ของหัวใจ ซึ่งถูกขัดขวางโดยไขมันในเส้นเลือด โอเมก้า 3  ที่บริโภคอย่างเป็นประจำสม่ำเสมอ จะช่วยลดอาการเหล่านี้ลงได้ ชีวิตก็จะห่างไกลโรคหัวใจ โรคความดัน และโรคอัมพฤกษ์ และอัมพาต ได้

2. ช่วยบำรุงระบบประสาท

เนื่องจาก หลอดเลือดที่ได้รับการเคลียร์ให้สะอาดขึ้นจากสารในน้ำมันงา ผนังหลอดเลือดไม่มีไขมันเกาะ ทำให้เลือดสูบฉีดไหลเวียนดี ออกซิเจนและอาหารเลี้ยงสมองได้อย่างเหมาะสม ทำให้ดีต่อระบบประสาท ป้องกันโรคความจำเสื่อม และโรคต่าง ๆ ที่เกิดจากระบบประสาทบกพร่อมได้ ในวัยเด็กและวัยทำงาน จะช่วยบำรุงสมองและความจำที่ดี ทำให้ความคิดปลอดโปร่ง มีสติปัญญา ความจำดี มีระบบประสาทสายตาที่ดี

3. ช่วยป้องกันการทรุดหนักและช่วยฟื้นฟูร่างกายของผู้ป่วยมะเร็งจากเคมีบำบัด

ในขั้นตอนการรักษาโรคมะเร็งที่สำคัญ คือ เคมีบำบัด มวลกล้ามเนื้อและเซลล์ต่าง ๆ จะลดลง ทำให้ร่างกายอ่อนแอลงอย่างรวดเร็ว น้ำมันงาจะช่วยรักษาปริมาณมวลของกล้ามเนื้อไม่ให้สูญเสียไป น้ำหนักตัวไม่ลดลง ในระหว่างที่ต้องรับเคมีบำบัด ทำให้กระบวนการฟื้นฟูร่างกายหลังจากจบโปรแกรมเคมีบำบัด ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็ว

4. บรรเทาอาการข้อเสื่อม และโรคเกี่ยวกับรูมาตอยด์

 เนื่องจาก ตัวกรดไขมัน โอเมก้าที่กรดไขมัน EPA และ สารตั้งต้นของสาร PGE 3 ที่มีในน้ำมันสกัดจากงาเช่นเดียวกันนั้น จะเข้าไปลดอาการอักเสบที่ข้อต่อต่าง ๆ ซึ่งนอกจาก ลดอาการอักเสบแล้ว ยังลดอาการปวดบริเวณคอ และหลัง ซึ่งมีข้อต่ออยู่ให้ลดลงด้วย

5. ช่วยในผู้ป่วยที่มีภาวะซึมเศร้า

โรคซึมเศร้าส่วนหนึ่งนั้นเกิดจากฮอร์โมนและสารเคมีต่าง ๆ ในร่างกายแปรปรวน ขาดความสมดุล เมื่อฮอร์โมนผิดปกติ บกพร่อง จะส่งผลให้รู้สึกซึมเศร้าแปรปรวน ระดับโอเมก้าที่มีมากเพียงพอ จะช่วยเข้าไปทำให้กรดไขมันในร่างกายเกิดความสมดุล อาการซึมเศร้าจึงลดลงได้ คนที่ขาดกรดโอเมก้าเป็นเวลานาน มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคซึมเศร้าได้ ในต่างประเทศมีการนำเอากรดไขมัน DHA ในกรดโอเมก้ามารักษาในกลุ่มคนไข้ซึมเศร้า ผลที่ได้เป็นที่น่าพอใจระดับหนึ่งทีเดียว

6. ช่วยชะลอวัย เพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระ และป้องกันมะเร็ง

ในงานั้นมีสารที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ตามปกติแล้วอนุมูลในร่างกายจะจับกันเป็นคู่อย่างสมบูรณ์ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มีความผิดปกติ อนุมูลเกิดอิสระไม่จับคู่ เมื่อนั้นจะเกิดความผิดปกติ และความเสื่อมของเซลล์ได้ ทำให้ผิดหนังเหี่ยวย่น อวัยวะต่าง ๆ เสื่อมจากการที่เซลล์เสื่อม และอาจเกิดเซลล์ผิดปกติที่ก่อตัวเป็น “เนื้องอก” และ “มะเร็งเนื้อร้าย” ในที่สุดได้ เมื่อร่างกายได้รับสารที่เข้าไปต้านอนุมูลอิสระ โอกาสที่จะเกิดอนุมูลอิสระจึงลดลง

ข้อดีที่แตกต่างของน้ำมันงาที่ต่างจากน้ำมันปลา

ข้อดีที่ค้นพบเมื่อเปรียบเทียบกันระหว่างน้ำมันทั้งสองชนิด ที่มีคุณประโยชน์ใกล้เคียงกันนั้น ข้อได้เปรียบของน้ำมันที่สกัดจากงาก็คือ ในน้ำมันงาจะมีโอเมก้า 3 มากถึง 55-60 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ในน้ำมันปลาพบ  33 เปอร์เซ็นต์ เมื่อนำมาให้ผู้ป่วยโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะเบาหวานและหัวใจรับประทาน เพื่อต้องการกรดโอเมก้า 3 นี้ ในการวิจับพบว่า น้ำมันปลาเมื่อรับประทานไป 3 กรัมต่อวันต่อเนื่องหลายเดือน มีผลให้ระดับน้ำตาลและคอเลสเตอรอลสูงเกินที่ควรเป็น แต่ในน้ำมันงาเราสามารถกินได้มากถึง 10 กรัมต่อวัน โดยไม่ต้องกังวลถึงปริมาณไขมันและน้ำตาลเลย

ในบางคน ยังมีการค้นพบอีกว่า ในกรณีนี้ การบริโภคน้ำมันปลาเข้าไปในร่างกายอาจมีผลทำให้กระเพาะอาหารเกิดการแปรปรวน และเสี่ยงจากการรับเอาโลหะหนักเข้าสู่ร่างกาย และสะสมอยู่ในร่างกายจนเป็นอันตรายได้ เพราะโลหะหนักเหล่านี้อาจพบได้ในตัวปลา เนื่องจาก เป็นโลหะหนักที่ปลากินเข้าไปจากสารปนเปื้อนในทะเล แต่ทั้งสองกรณีนี้ ไม่มีความเสี่ยงเมื่อหันมากินน้ำมันสกัดจากงาแทน

ทั้งหมดนี้จึงเป็นอีกหนึ่งข้อมูลดี ๆ ที่จะทำให้เข้าใจถึงประโยชน์และข้อดีของน้ำมันงาที่มีต่อร่างกาย สำหรับใครที่ต้องการประโยชน์จากกรดโอเมก้า และวิตามินรวมถึงสารอาหารดี ๆ ก็สามารถหาได้จากน้ำมันจากงาที่มากประโยชน์และสรรพคุณต่อร่างกาย

หากใครที่กำลังมองหาตัวช่วยเพิ่มสารอาหารที่ดีให้ร่างกาย ขอแนะนำ กอมฟลีนา ผลิตภัณฑ์ คอลลาเซซามี่ ที่มีส่วนผสมของน้ำมันงา รวมทั้งยังมี ผลิตภัณฑ์ แอสต้าแซนธิน พลัส ที่มีส่วนผสมของน้ำมันปลา ที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และระดับน้ำตาลให้คงที่มากยิ่งขึ้น ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ และโรคทางด้านระบบหลอดเลือด เบาหวาน ได้เป็นอย่างดี

เสริมสร้างกระดูกให้มีความแข็งแรง มีคงทน ป้องกันอาการที่จะเกิดกับกระดูก ข้อต่อ และเอ็น
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแอสต้าแซนธิน พลัส
Shopping cart